ค้นหา

Custom Search

Translate

บทความที่ได้รับความนิยม

Wikipedia

ผลการค้นหา

วันศุกร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2558

เมื่อผู้หญิงอกหัก เธอจะต้องผ่านขั้นตอนของความรู้สึก 5


เมื่อผู้หญิงอกหักเธอจะต้องผ่าน
ขั้นตอนของความรู้สึก 5ขั้นดังนี้คือ

1. ทำทุกอย่างที่จะได้เขากลับคืนมาหาคุณ
คุณจะรู้สึกว่า เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะจากคุณไป คุณยังยอมรับในการจากไปของเขาไม่ได้ คุณอาจจะร้องเพลง "บอกหน่อยได้ไหมว่าฉันทำอะไรให้เธอเลิกรา…"
คุณจะถามตัวเองว่า คุณทำอะไรผิด คุณจะเปลี่ยนแปลงตัวเองได้อย่างไร
ผู้หญิงบางคน อาจจะทนรับสภาพนี้ยังไม่ได้ อาจจะอยากฆ่าตัวตายประท้วง หรือบางคนอาจจะไปหาเครื่องรางของขลัง ทำให้คนรักกลับคืนมา เข้าตำรา "ไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็เอาด้วยกล"
คือสรุปว่า คุณยังยึดเขาไว้เหนียวแน่น นอกจากนี้ คุณก็อาจมีพฤติกรรมตามตื้อ โทรฯไปหาเขา ไปดักพบ เขียนจดหมายอ้อนวอนขอโทษขอโพย ขอให้เขาให้โอกาสคุณอีกครั้ง
พูดง่ายๆ ก็คือ คุณจะยอมทำตั้งร้อยแปดประการเพื่อให้เขาไม่ทิ้งคุณไป

2. โศกาอาดูร
คุณรู้สึกเหมือนดอกไม้ที่ขาดน้ำเลี้ยง มีชีวิตเพียงครึ่งเดียว มีร่างกายแต่เหมือนดูจะไร้ซึ่งวิญญาณ กินไม่ได้นอนไม่หลับ นอกจากนี้อาจมีอาการทางกาย เช่น หายใจติดขัด เจ็บหน้าอก มีความรู้สึกไร้คุณค่า ถูกทอดทิ้ง พฤติกรรมคล้ายหุ่นยนต์
3. ปวดร้าว
ในขั้นนี้ คุณรู้สึกเหมือนตกนรกทั้งเป็น เจ็บปวดรวดร้าวจนแทบจะไม่อยากมีชีวิตอยู่อีกต่อไป ระยะนี้คุณแน่ใจแล้วว่า เขาจะไม่หวนกลับมาหาคุณอีกแล้ว คุณจะรู้สึกช่วยตัวเองไม่ได้ ต้องการเพื่อนปลอบใจ
ถ้าคุณรู้สึกต้องการเพื่อน แสดงว่าอาการคุณไม่น่าเป็นห่วง แต่ผู้หญิงบางคน ไม่ต้องการให้ใครมารู้ว่าตัวเองทุกข์ ก็อาจจะนั่งน้ำตาตกในอยู่เพียงคนเดียว ซึ่งนับว่าเป็นอาการที่น่าเป็นห่วง
เพราะในสภาพที่จิตใจเราตกต่ำขนาดนั้น การรับรู้และการมองโลกของคนเรานั้นไม่ชัดเจน คุณอาจจะมีความคิดที่บิดเบือนผิดพลาดไปจากข้อเท็จจริง หรือคุณอาจจะคิดจะนึกจะทำอะไร ที่ขาดการกลั่นกรอง ต้องมานั่งเสียใจภายหลังก็ได้
การหาเพื่อนหรือใครสักคนมาช่วยปรับทุกข์ เป็นสิ่งจำเป็น เพราะเพื่อนคุณจะช่วยดึงคุณ ออกมาจากมุมมองด้านลบเกี่ยวกับตัวคุณเองทำให้คุณรู้สึกดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคนเรา อยู่ในความเสียใจเป็นเวลานานๆ มันจะมีผลต่อการงานของคุณโดยตรง
เช่นคุณอาจกลายเป็นคนขาดความรับผิดชอบ ทำอะไรก็มีการขาดตกบกพร่อง ไม่มีจิตใจทุ่มเท ผลงานก็จะออกมาไม่ดีหรือมีประสิทธิภาพเหมือนอย่างเคยนอกจากนี้คุณก็อาจจะมีปัญหาเรื่องสุขภาพ เพราะคุณกินไม่ได้นอนไม่หลับ เกิดเจ็บป่วยได้ง่าย เหล่านี้เป็นต้น
ที่น่าเป็นห่วงก็คือ คนที่อยู่ในสภาพจิตใจเช่นนี้ มักจะไม่รู้ว่าตัวเองต้องได้รับความช่วยเหลือ อาจจะคิดว่าเป็นปกติวิสัยของคนอกหัก
คุณจะต้องรู้ถึงความแตกต่างระหว่างความโศกเศร้าธรรมดาและความโศกเศร้าที่ลึกๆ อย่าปล่อยให้เนิ่นนานออกไป เพราะจะเป็นผลเสียกับชีวิตคุณแน่นอน


4. โกรธ
คุณจะโกรธและอาจจะแค้นใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ความโกรธอาจไปลงกับอดีตคนรัก ผู้หญิงคนใหม่ของเขา หรือแม้กระทั่งสิ่งแวดล้อม ที่มีผลทำให้การเลิกกันเกิดขึ้น เช่น ความใกล้ไกลของสถานที่ พ่อแม่พี่น้อง เพื่อนฝูง ฯลฯกล่าวง่ายๆ ก็คือ คุณกำลังหาแพะรับบาป และโยนความผิดให้กับบุคคลหรือสิ่งแวดล้อมเหล่านั้น มากกว่าอย่างอื่น

สิ่งที่น่ากลัวก็คือ เมื่อคนเราโกรธหรือแค้นใจ เราอาจจะทำอะไรได้ตั้งหลายอย่าง กับคนที่ทำให้เราโกรธ ตัวอย่างเช่น เมื่อสุดาทราบว่า สามีไปมีผู้หญิงคนใหม่ เธอทั้งเสียใจและโกรธ เมื่อเขามาขอหย่าจากเธอ เธอไม่ยอมหย่าให้ เธอไม่ต้องการให้สามีเธอหลุดไปจากชีวิตง่ายๆ เธอต้องการทำให้เขาและผู้หญิงคนใหม่เจ็บปวดบ้าง ต่อมาภายหลังอีกปีกว่า เมื่อเธอเห็นว่า ไม่มีประโยชน์ที่จะเหนี่ยวรั้งเขาไว้อีกต่อไป เธอจึงยอมหย่าขาดจากเขาสิ่งที่สุดาเรียนรู้จากการกระทำของเธอก็คือ ในช่วงเวลา 1 ปีที่เธอรั้งเขาไว้นั้น ผู้ที่เจ็บปวด และเหนื่อยที่สุดคือเธอ เธอเสียเวลา เสียพลัง เสียอารมณ์ ไปกับสิ่งที่ไม่ทำให้เธอได้อะไรขึ้นมาเลย ตลอดเวลาปีเศษ เธอกลับรู้สึกเหมือนตกนรก เธอยังทำให้ชีวิตของคนอื่นๆ ที่ใกล้เธอ พลอยได้รับผลพวงจากความอาฆาตมาดร้ายของเธออีกด้วย เธอรู้สึกเสียดายเวลาและชีวิตที่ผ่านไปเป็นที่สุด
5. การยอมรับและก้าวเดินต่อไปด้วยความหวัง
ในขั้นนี้เราถือว่าเป็นขั้น U TURN ของชีวิต เป็นขั้นที่มีความหวังเมื่อเมฆหมอกของชีวิตผ่านพ้นไป คุณจะเริ่มมีชีวิตที่ดีขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง
การยอมรับหมายถึง การยอมรับความเป็นจริง ยอมรับว่าเรื่องระหว่างคุณและเขาได้จบลงไปแล้วจริงๆ และคุณก็สามารถมีชีวิตต่อไปได้โดยไม่มีเขา คุณมีความเชื่อว่าคุณจะฝ่าฟันผ่านพ้นช่วงชีวิตนี้ไปได้แน่นอน
คุณสามารถมองย้อนกลับและคิดในแง่บวกได้ว่า บทเรียนนี้ได้สอนอะไรแก่คุณบ้าง แม้ว่ามันอาจจะเจ็บปวดรวดร้าว แต่ในส่วนดีก็คือคุณได้มีประสบการณ์เพิ่มขึ้น คุณเข้มแข็งมากขึ้น และเข้าใจชีวิตดีขึ้นกว่าเดิม
พูดง่ายๆ ก็คือ คุณสามารถใช้อดีตมาเป็นเครื่องสอนใจคุณ คุณผ่านพ้นความเจ็บปวด และก้าวลุกขึ้นเดินได้อีกครั้ง คุณเลิกที่จะลงโทษตัวเอง ลงโทษผู้อื่นและสิ่งแวดล้อม
แต่กว่าคุณจะถึงจุดนี้ได้คุณก็ต้องใช้ความพยายามและความอดทน รวมทั้งความกล้าหาญที่จะ "ปล่อยให้มันผ่านไป" คล้ายกับคุณได้ยอมให้อภัยตัวเอง ให้อภัยเขา คุณสามารถ "หลุด" ออกมาจากวังวนแห่งความเสียใจ โกรธแค้นชิงชังได้สำเร็จ

"คุณรู้ไหมว่า กว่าที่ดิฉันจะหลุดจากจุดนั้นได้ ฉันแทบตาย" กานดากล่าวกับเพื่อนของเธอ
"พอฉันรื้อตู้ทำความสะอาด ก็เจอจดหมายเก่าๆ ของเขา ฉันทั้งโกรธ ทั้งเสียใจ แต่พอตอนหลังมานี่ ฉันมองย้อนกลับไป ฉันรู้สึกเฉยๆ แล้ว คล้ายกับว่ามันไม่มีประโยชน์ที่จะมานั่งอาลัยอาวรณ์ กับคนที่เขาเลิกรักเราคิดไปก็เท่านั้น ความรู้สึกของคนเรามันบังคับกันไม่ได้ ฉันควรก้าวเดินต่อไป ไม่ใช่หยุดชีวิต
ไว้กับคนที่ไม่รักเรา"

การยอมรับของกานดาเป็นสิ่งเกิดได้ยากกับผู้หญิงทุกคน เพราะเรามักจะมีความจำมากมาย เห็นกุหลายก็นึกถึงเขา ได้ยินเสียงเพลงก็นึกถึงเพลงที่เคยฟังร่วมกัน มองกับข้าวก็จำของโปรดของเขาได้ ฯลฯ พอจะนึกว่าลืมเขาได้ทีไร ก็ให้มีสิ่งมาเตือนความจำอยู่ร่ำไป จิตใจคุณเดี๋ยวก็ดีเดี๋ยวก็ทรุด กว่าคุณจะทำใจให้ยอมรับได้จริงๆ ก็ต้องใช้เวลานานทีเดียว
ทั้งนี้เป็นเพราะสภาพจิตใจที่ตัดไม่ขาด มนุษย์เราจึงมีทั้งความแกร่งและความอ่อนในจิตใจ ด้วยกันทุกคน

นักจิตวิทยาทั่วไปส่วนใหญ่มีความเห็นพ้องต้องกันว่า การยอมรับความจริง เมื่อความสัมพันธ์สิ้นสุดลง หมายความถึง การเข้าใจว่าคุณเองก็มีส่วนในเรื่องนี้ตั้งแต่ต้นจนจบผู้หญิงทุกคนควรถามตัวเองด้วยคำถาม
ต่อไปนี้ทำไมเราจึงเลือกรักผู้ชายคนนี้ (ประเภทนี้ ?)
อะไรทำให้เราทุ่มให้เขาถึงขนาดนี้ ?
อะไรทำให้เราให้ความสำคัญแก่เขาจนกระทั่งเราคิดว่าถ้าไม่มีเขาแล้วเราจะอยู่ไม่ได้?
จริงหรือที่ชีวิตเราขาดเขาไม่ได้ ? ถ้าจริง ก่อนหน้านี้เรามีชีวิตอยู่ได้อย่างไร ?
คำตอบกับคำถามเหล่านี้จะทำให้คุณเข้าใจตัวเอง และความสัมพันธ์กับคนที่คุณเคยหลงรัก รวมทั้งเพื่อนต่างเพศคนอื่นๆ ด้วย

ไม่มีใครปฏิเสธว่า การถูกทิ้งไม่ใช่ความเจ็บปวด แต่ถ้าเราสามารถรักษาจิตใจของเรา ให้ผ่านพ้นช่วงแห่งความผิดหวังเสียใจไปได้ เราจะรู้สึกว่า เราได้บทเรียนที่มีคุณค่า เราได้รู้จักรสชาติของชี ที่มีความ "มัน" อีกรูปแบบหนึ่งและแม้ว่าประสบการณ์จะฝากรอยแผลบางประการให้กับชีวิต เราก็คงยังบอกกับตัวเองว่า ความเจ็บปวดรวดร้าวนั้น คุ้มกับความหวานชื่นที่เราเคยได้รับในช่วงที่เรามีความรัก และถ้าใครๆ ถามว่า "เข็ดไหม" เราก็คงจะตอบว่า "ไม่เข็ด" เพราะเรายังคงเชื่อตามคำโบราณว่า"อกหักดีกว่ารักไม่เป็น"จริงไหม ?

ที่มา...หนังสือ รักให้เป็น โดยนวลศิริ เปาโรหิตย์

รายการบล็อกของฉัน

Gadget

ยังไม่สามารถใช้งานเนื้อหานี้ผ่านการเชื่อมต่อที่เข้ารหัสได้